ดอกช่อ
ทานตะวัน
มีชื่อตามภาษาถิ่นพายัพว่า บัวผัด เป็นพืชปีเดียว
อยู่ในแฟมิลี Asteraceae มีฐานรองกลุ่มดอก ขนาดใหญ่ ลำต้นโตได้สูงถึง 3
เมตร
ฐานรองกลีบดอกอาจกว้างได้ถึง 30 เซนติเมตร
ชื่อ"ทานตะวัน"ถูกใช้อ้างอิงถึงพืชทั้งหมดในสกุล Helianthus ด้วยเช่นกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Helianthus
annuus
สายพันธุ์ที่เหนือกว่า: ทานตะวัน
ชั้น: สปีชีส์
“ดอกทานตะวัน” มีสรรพคุณทางยา ประโยชน์ทั้งต้น ราก ใบ ดอก เมล็ด
ดอกทานตะวันเป็นดอกไม้ที่จัดเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาและป้องกันโรคได้ดี ซึ่งทุกส่วนของต้นดอกทานตะวันนั้นทั้งดอก
ใบ เมล็ด ลำต้น และรากล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
โดยในดอกทานตะวันเป็นแหล่งของสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและหลากหลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็นให้พลังงานสูง มีไขมันและเส้นใยอาหาร อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบีทุกชนิด
วิตามินซี วิตามินอี รวมทั้งแคลเซียม
สังกะสี ทองแดง ซีลีเนียม เป็นต้น
นอกจากนี้ดอกทานตะวันยังถูกนำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีกมาก อย่างเมล็ดทานตะวันที่สามารถใช้กินเล่นได้แบบเพลินๆ
แถมมีคุณค่าต่อร่างกาย
หรือน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งถือเป็นน้ำมันที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกันเพราะช่วยป้องกันโรคได้ดี
หรือในส่วนของต้นอ่อนทานตะวันก็เป็นอาหารสุขภาพที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างดียิ่ง
สรรพคุณของดอกทานตะวัน ประโยชน์ในการรักษาโรค
1. ดอกทานตะวันเป็นแหล่งของน้ำมันคุณภาพดี ที่เมื่อนำมาใช้ปรุงอาหารกินแล้วไม่มีโทษต่อร่างกาย
เพราะน้ำมันที่สกัดมาจากดอกทานตะวันเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวสูงซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
ป้องกันการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี
2. น้ำมันจากดอกทานตะวันหรือเมล็ดทานตะวันยังอุดมด้วยวิตามินที่จำเป็นอยู่ครบ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร
เช่น เนยเทียม นมไม่มีไขมัน ฯลฯ และในเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว
ยาสระผมและครีมนวดผม ฯลฯ
3. ดอกทานตะวันเมื่อนำมาทำเป็นน้ำดื่มก็ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ช่วยต้านโรคได้หลายชนิด
บำรุงสุขภาพ หายจากอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้เร็ว อย่างแก้อาการไข้หวัด
บรรเทาอาการไอและวิงเวียนศีรษะจะเป็นลม
4. ดอกทานตะวันมีเมล็ดที่นำมากินเป็นอาหารว่าง ซึ่งอุดมด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง
มีโปรตีนที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์
จึงเหมาะกับคนกินมังสวิรัติที่ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ แถมยังมีไขมันสูงกว่าแป้ง
มีธาตุเหล็กสูงกว่าไข่แดงหรือตับสัตว์อีกด้วย
5. เมล็ดดอกทานตะวันเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินอีที่มีมากกว่าในถั่วเหลืองและข้าวโพดถึง
3 เท่า ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยรักษาผิวพรรณให้ยังคงความชุ่มชื้น
ดูอ่อนเยาว์ เพราะจะต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของผิวพรรณ
6. เมล็ดของดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ
ได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจวายและการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ลดความดันโลหิตสูง
7. ดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยชะลอการเกิดโรคต้อกระจก ทำให้สายตาเป็นปกติ
มองเห็นได้ชัดเจนไม่เสื่อมเร็ว
8. ประโยชน์ของต้นอ่อนทานตะวันนำมาทานเป็นอาหารได้ ต้นอ่อนทานตะวันที่เพาะมาจากเมล็ดนั้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารรวมถึงน้ำดื่มเพื่อสุขภาพได้
ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติกรอบอร่อยและย่อยง่ายแล้ว
ยังมีทั้งวิตามินและเกลือแร่หลากหลาย ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสมอง
และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี
9. ดอกทานตะวันมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ที่ช่วยแก้อาการท้องผูก ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ
และยังช่วยขับปัสสาวะ
10. ดอกทานตะวันช่วยให้ระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องก่อนที่ประจำเดือนจะมา
หรือในระหว่างที่มีประจำเดือนก็ทำให้หายจากอาการปวดท้องได้ แก้อาการตกขาวด้วย
11. สรรพคุณดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้อาการปวดท้องแน่นหน้าอก
รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแก้โรคบิดได้
12. รากของดอกทานตะวันมีประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งจะใช้เป็นอาหารให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้
เพราะมีวิตามินบี 1 รวมทั้งแร่ธาตุที่มีสรรพคุณช่วยแก้อาการของโรคนี้ได้ดี
13. ดอกทานตะวันมีฤทธิ์ที่ช่วยถอนพิษไข้ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน
ทำให้อวัยวะภายในร่างกายมีความชุ่มชื้น
14. ดอกทานตะวันสีเหลืองสวยเด่นมีประโยชน์ใช้ทำเป็นสีย้อมผ้าเพื่อให้เป็นสีเหลือง และนิยมใช้ตกแต่งในงานพิธีต่างๆ
หรือใช้เยี่ยมคนป่วยเพราะจะให้ความรู้สึกสดใส
การปลูกดอกทานตะวัน
|
ขั้นตอนการปลูก
:
1. เตรียมดิน โดยดายหญ้าให้เตียน หว่านปุ๋ยคอกอัตรา 1.5 ตัน/ไร่ แล้วไถปรับสภาพพื้นดิน
2. ยกร่องให้กว้าง 150 เซนติเมตร
ระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ขุดหลุมบนสันร่อง ระยะระหว่างหลุม 45 เซนติเมตร
ใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตร 16-20-0 หรือ 25-7-7 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
3. ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 0.8 กิโลกรัม
/ ไร่ หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบดินหนา ประมาณ 3-5
เซนติเมตร ให้แน่นพอสมควร
4. ใช้ยาคุมหญ้าประเภทอลาคอร์เมตลาคอร์ อัตรา 300-400 ซีซี/ไร่
หรือ 7-8 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ18-20 ลิตร
ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ด
5. หลังจากปลูกไปแล้ว 5 – 10 วัน
ให้ตรวจดูการงอก และการปลูกซ่อม หลังจากนั้นอีก 5– 8 วัน
ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น/หลุม
โดยเลือกถอนต้นที่มีขนาดเล็กหรือผิดปกติก่อน
6. เมื่ออายุ 25 – 30 วัน
ให้พูนดินโคนต้นและกำจัดวัชพืช พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0อัตรา 15-20 กิโลกรัม/ไร่
ห่างจากโคนต้น 20เซนติเมตร (อย่าให้ถูกใบ) แล้วกลบปุ๋ย
7. ประมาณ 100 – 110 วัน
กลีบประดับรอบดอกจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลให้เก็บเกี่ยวโดยการ
ตัดทั้งดอกนำมาตากแดด ให้แห้ง 1 – 2 แดดก่อน
แล้วกระเทาะเมล็ดโดยการนวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลืองหรือถั่วลิสง
หรือใช้เครื่องสีข้าวฟ่างก็ได้แล้วแต่ความสะดวก
(กรณีไม่มีอุปกรณ์และไม่ต้องการลงทุนเอง ก็สามารถจ้างเขาทำได้)
8. ทำความสะอาดเมล็ดให้ดี
เก็บไว้ในยุ้งฉางที่ป้องกันแดด กันฝนและแมลงศัตรูได้
ความชื้นที่จะเก็บเมล็ดไว้ควรมีไม่เกิน 10 %การให้น้ำทานตะวันต้องการน้ำพอสมควรในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโต
ถ้าปลูกปลายฤดูฝนอาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำ แต่ถ้าปลูกในฤดูแล้งควรรดน้ำช่วงระยะ 1 เดือนแรก
และระยะ 50วัน (ช่วงมีดอก)
|
Sign up here with your email

ConversionConversion EmoticonEmoticon