ดอกมะเขือ

ดอกเดี่ยว



มะเขือ 
ประกอบด้วยพืชปีเดียวและพืชสองปีมากมายหลายชนิด ปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 1,500-2,000 สปีชีส์ กลุ่มใบและผลมีเนื้อหลายเมล็ดของมันมีพิษ โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์ คือ โซลานิน ซึ่งอาจทำให้ชักและเสียชีวิตได้หากรับประทานในปริมาณมาก
ชื่อวิทยาศาสตร์: Solanum
สายพันธุ์ที่เหนือกว่าSolaneae
ชั้นสกุล

สรรพคุณ
ประโยชน์ของมะเขือเปราะโดยละเอียดดังนี้
คุณค่าทางอาหารของมะเขือเปราะ
มะเขือเปราะ 100 กรัม ให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.1 กรัม แคลเซียม มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.11 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.06 มิลลิกรัม น้ำ 90.2 กรัม วิตามินเอรวม 143 RE. วิตามินซี 24 มิลลิกรัม
        ประโยชน์ของมะเขือเปราะ
       - ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด
      - บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากมะเขือเปราะมีสรรพคุณคล้ายกับอินซูลินลดปริมาณน้ำตาลในเลือด คนเป็นเบาหวานที่มีมะเขือเปราะเป็นผักคู่ใจเลยอาการดีวันดีคืน
        - ช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ
        - ช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานดี
        - มีประโยชน์ต่อตับอ่อน ทำให้ตับแข็งแรงทำงานได้มีประสิทธิภาพ
สรรพคุณของมะเขือเปราะ
        - มะเขือเปราะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดฆ่าเชื้อแบคทีเรียและขับปัสสาวะ
        - การแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้รากมะเขือเปราะ รักษาอาการไอ หอบหืด อาการหลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ และขับลม
        - ผลใช้ขับพยาธิ ลดไข้ ลดอักเสบ ช่วยการขับถ่าย ช่วยย่อยอาหาร และกระตุ้นทางเพศ ประชากรในแคว้นโอริสสาของประเทศอินเดียใช้น้ำต้มผลมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน งานวิจัยนานาชาติระหว่างปี พ.ศ.2510-2538 พบว่า ผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด
        - ผลมะเขือเปราะมีไกลโคอัลคาลอยด์โซลามาร์จีน โซลาโซนีน และอัลคาลอยด์โซลาโซดีนที่ปราศจากโมเลกุลน้ำตาล การทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารเหล่านี้พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่
         - พบว่าฤทธิ์ของไกลโคอัลคาลอยด์สูงกว่าโมเลกุลไร้น้ำตาล ราก ต้นและผลแก่มีสารอัลคาลอยด์เหล่านี้ต่ำ แต่ผลเขียว (เหมือนที่คนไทยกิน) มีสารที่มีประโยชน์เหล่านี้ในปริมาณสูงกว่าส่วนอื่นของพืชดังกล่าว
        - สารโซลาโซดีนใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สเตียรอยด์คอร์ติโซนและฮอร์โมนเพศได้ ผลตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งใช้ปรุงยาแก้ไอ
        - งานวิจัยที่แคว้นโอริสสา ประเทศอินเดีย ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานอะล็อกซาน พบว่าได้ผลลดน้ำตาลในเลือดดีเท่ากับการใช้ยากลิเบนคลาไมด์ (glibenclamide)

การปลูก
การเตรียมการปลูกควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าลงในดิน พรวนย่อยดินให้ละเอียด
เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน ก็ทำการย้ายกล้าโดยพยายามให้มีดินติดรากมากที่สุดและควรทำการย้ายในเวลาบ่ายถึงเย็น หลังจากย้ายกล้าแล้ว ควรรดน้ำให้ชุ่มทันที และถ้าจะให้ดีควรทำที่พรางแสงให้ต้นกล้า ช่วง 2-3 วันแรก หลังย้ายกล้า เพื่อช่วยให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น
ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับมะเขือพันธุ์พุ่มเตี้ยคือ ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตร
การให้น้ำ
ในช่วงแรกของการเจริญเติบโตควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ แต่ไม่ควรให้มากเกินไปจนเปียกแฉะ
การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ควรใส่ให้มะเขือควรจะเป็นปุ๋ยที่มีสัดส่วนของไนโตรเจน:ฟอสฟอรัส: โปตัสเซียม เป็น 1:1..5-2 เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยใส่ในอัตรา 50-100 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นพรวนกลบลงในดินตอนปลูกและอีกครั้งหนึ่ง ใส่เมื่อต้นมีอายุ 25-30 วันหลังย้ายกล้า ใส่แบบโรยข้างแล้วพรวนกลบลงในดิน นอกจากนั้นควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน เช่นปุ๋ยยูเรีย 15-20 กก./ไร่ โดยแบ่ง ใส่ 2 ครั้ง เมื่อต้นอายุประมาณ 7 วันและ 15 วันหลังย้ายกล้า การใส่ควรใส่แบบโรยข้างปุ๋ยไนโตรเจนนี้ใส่เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของต้นกล้า ในระยะแรก
การปลูกมะเขือโดยทั่ว ๆ ไป ควรพรวนดินและกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ ในระยะที่ต้นมะเขือยังเล็กอยู่เพื่อช่วยให้ดินถ่ายเทอากาศและน้ำได้ดี และต้นแข็งแรง
การเก็บเกี่ยว
มะเขือทั่วไปจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 60-85 วัน ควร เลือกเก็บในขณะที่ผลยังไม่แก่เพราะเมื่อผลเริ่มแก่คุณภาพจะลดลงเนื้อไม่อร่อย และไม่ควรปล่อยให้ผลแก่คาต้นเพราะจะทำให้ผลผลิตลดลง



Previous
Next Post »